Medtang

Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

พาราเซตะมอลจากฉลากยาที่บอกว่ารับประทานเมื่อมีอาการ จะรับประทานอย่างไร

พาราเซตะมอล เป็นยาแก้ปวด ลดไข้ ใช้เฉพาะเมื่อมีอาการปวด หรือมีไข้ ไม่ควร

ใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 10 วัน ขนาดยา พาราเซตะมอล สําหรับผู้ใหญ่คือไม่

เกิน 4 กรัมต่อวัน หรือเมื่อคิดตามน้ําหนักตัว 10-15 มิลลิกรัมต่อน้ําหนักตัว 1 กิโลกรัม

และไม่เกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อครั้ง พาราเซตะมอลชนิดเม็ดทั้งที่มีในโรงพยาบาลหรือร้าน
 
ยา ส่วนใหญ่มีขนาด 500 มิลลิกรัมต่อเม็ด ดังนั้นผู้ ใหญ่จึงไม่ควรรับประทาน พาราเซตะ

มอล เกินกว่าครั้งละ 2 เม็ดและไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน สําหรับผู้หญิงที่มีรูปร่างเล็กน้ําหนัก

น้อยกว่า 50 กิโลกรัม อาจรับประทานเพียงครั้งละ 1 เม็ด 500 มิลลิกรัมก็เพียงพอ

บางครั้งจะเห็นบนฉลากยาเขียนว่า รับประทานครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 – 6 ชั่วโมง หาก

รับประทานตามฉลากยาอาจรับประทาน 8 – 12 เม็ดต่อวัน ซึ่ง 12 เม็ดจะเกินกว่าที่

แนะนํา (ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน) ดังนั้นฉลากยาควรระบุให้ชัดเจนเลยว่า รับประทานครั้งละ

2 เม็ด ทุก 6 ชั่วโมง ติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน หากรับประทานติดต่อกันนานๆ อาจเกิด

อันตรายจากการใช้ยาพาราเซตะมอล ที่พบได้มากที่สุด คือ พิษต่อตับ ทําให้ตับวาย
 

ตอนพ่นยามีความรู้สึกพ่นยาไม่เข้า หรือขนาดยาน้อยไป จะเพิ่มซ้ำได้หรือไม่

หากพ่นยาแล้วรู้สึกพ่นไม่เข้า หรือขนาดยาน้อย ไม่ควรเพิ่มซ้ําขนาดยาเองควรใช้

ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพราะการพ่นซ้ําอาจได้รับยา เกินขนาด อย่างไรก็ตามให้

พิจารณา หากเกิดอาการจับหืดรุนแรงหลังพ่นยา ก็สามารถที่จะพ่นเพิ่มได้ในขนาดที่แพทย์

สั่ง แต่หากไม่ดีขึ้น ให้รีบกลับไปโรงพยาบาล แนวทางแก้ไข เพื่อป้องกันไม่ให้พ่นยาใน

ขนาดที่น้อยคือ ก่อนพ่นยาให้หายใจออกทางปากให้สุด เพื่อที่จะมีแรงในการสูดยาเข้า

ไปได้เพิ่มขึ้น

หลังพ่นยาบรรเทาอาการโรคหืด หากไม่บ้วนปากจะได้หรือไม่

ตัวยาพ่นมี 2 ประเภท คือแบบที่เป็นแบบสเตียรอยด์ และไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่ง

ผลข้างเคียงของยากลุ่มสเตียรอยด์ เมื่อใช้ไปนานๆ จะเกิดการสะสมของยาบริเวณกระพุ้ง

แก้มหรือตามส่วนต่างๆ ในปาก ทําให้เกิด เชื้อราในปากได้จึงแนะนําให้บ้วนปากทุก

ครั้งหลังจากพ่นยา ในเด็กเล็กหากไม่ สามารถบ้วนปากได้แนะนําให้ดื่มน้ําตามหลังจากพ่นยาแล้ว

หากพ่นยาผ่านกระบอกยาควร ใช้ผ้าชุบน้ําเช็ดบริเวณใบหน้าตรงส่วนที่กระบอกยาครอบอยู่ด้วย

เพราะได้รับการสัมผัสยา ดังนั้นในทางปฏิบัติหากไม่สามารถระบุได้ว่ายาสูด ที่ใช้มีสเตียรอยด์

หรือไม่ หลังจากพ่น เรียบร้อยแล้ว และอาการจับหืดดีขึ้น ก็สามารถอมน้ําบ้วนปากได้


ยาเม็ดแบ่งครึ่ง รับประทาน เช้า-เย็น จะรับประทานครั้งเดียว 1 เม็ดตอนเช้า

ไม่ได้ครับ เนื่องจากอาจได้รับยาในขนาดที่มากไปในมื้อใดมื้อหนึ่ง และอีกมื้อ

ไม่ได้รับยา การที่ได้รับยาครึ่งเม็ดนั้น แพทย์ได้คํานวณแล้วครับว่าเป็นขนาดที่เหมาะสมใน

การรักษา หรือเป็นไปตามน้ําหนั กของผู้ป่วยครับ ส่วนการแบ่งใ ห้รับประทานเช้า -เย็น

เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ ยาตัวนั้นจะออกฤทธิ์ต่อเนื่อง เพราะหากรับประทานวันละครั้ง

อาจไม่สามารถควบคุมอาการในช่วงท้ายของวัน หรือในเวลากลางคืนครับ อย่างไรก็ตาม มี

ยาบางประเภท แพทย์สั่ง 1 เม็ด แต่ดูว่าเม็ดใหญ่กลืนลําบาก ผู้ป่วยจึงใช้มีดแบ่ง ซึ่งยาบาง

รายการก็ทําเช่นนี้ไม่ได้ เพราะมีผลทําลายรูปแบบยาที่เหมาะสม เนื่องจากยาบางรายการ

ต้องการให้ไปดูดซึมที่ลําใส้เล็กส่วนต้น การแบ่งครึ่งทําให้ยาไปแตกตัวที่กระเพาะอาหาร

แทน ซึ่งยาอาจไม่ทนกรดในกระเพาะอาหารก็ได้

ถ้าลืมรับประทานยาก่อนนอนบ่อย ๆ จะเลื่อนมาเป็นหลังมื้อเย็นได้หรือไม่

ยาหลายขนานเหมือนมีจังหวะเวลาของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการออกฤทธิ์ บาง

ขนานจะให้ผลดีต้องรับประทานก่อนนอน เพราะในขณะที่นอนหลับอาจมีการหลั่งฮอร์โมน

ที่ส่งผลต่อการดูดซึมยา ช่วยเพิ่มประสิทธิภา พของยา หรือเหตุผลอื่น ๆ ยาลด

โคเลสเตอรอล กลุ่มสตาติน เช่น ซิมวาสตาติน โลวาสตาติน มักแนะนําหรือสั่งให้

รับประทานวันละครั้งก่อนนอน กล่าวคือในระหว่างที่เรานอน ตับจะทําการผลิต

โคเลสเตอรอลจํานวนมากเข้าสู่ กระแสเลือด เรียกว่าปั๊มกันทั้งคืน การรับประทานยาลด
 
ไขมันก่อนนอน จึงเป็นการให้ยาไปออกฤทธิ์ได้ตรงจุดคือ ไปลดการสร้างโคเลสเตอรอล

โดยตรง การเลื่อนยามารับประทานหลังมื้อเย็น อาจทําให้ยาได้ผลไม่เต็มที่ แต่ยาในกลุ่มนี้

บางขนานก็ไม่ได้แนะนําให้รับประทานก่อนนอน เนื่องจากระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาที่

ยาวตลอดทั้งวัน เช่น โลซูวาสตาติน พราวาสตาติน นอกจากนี้ หากเป็นยาที่ต้อง

รับประทานวันละ 3 ครั้งหลังอาหาร และก่อนนอน การเลื่อนเวลาก่อนนอน มาใกล้มื้อเย็น

ก็จะทําให้ได้รับยาเพิ่มเป็น 2 เท่า ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

ลืมรับประทานยา จะต้องทำอย่างไร

การลืมรับประทานยา จะมีหลักการบางอย่างที่แตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มยา

แต่หลักการกว้าง ๆ คือ หากลืมรับประทานยามื้อเช้าตอน 8.00 น. มื้ดถัดไปเป็นตอน

12.00 น. มานึกได้ก่อน 10.00 น. ก็สามารถรับประทานได้ทันทีในขนาดเท่าเดิม แต่หาก

นึกได้หลัง 10.00 น. หรือใกล้เที่ยงก็ให้ข้ามมื้อที่ลืมไป และเริ่มมื้อเที่ยงโดยที่ไม่ต้องเพิ่ม

ขนาดยาเป็น 2 เท่า เช่นเดียวกันกับการลืมมื้ออื่น ๆ สําหรับยาบางชนิดที่ให้ทุกรอบ

ระยะเวลา เช่น ทุก 4 ชั่วโมง ทุก 6 ชั่วโมง หากลืมโดยที่ระยะเวลาที่เหลือสําหรับมื้อถัดไป

มากกว่าครึ่งหนึ่งก็รับประทานเหมือนที่กล่าวข้างต้น แต่หากเหลือเวลาเพียง 1 ชั่วโมง และ

อยากได้ยาครบ อาจรับประทานทันทีที่นึกได้ และกําหนดเวลาทุก 4 หรือทุก 6 ชั่วโมงใหม่

โดยนับจากเวลาที่รับประทานครั้งหลังสุด

รับประทานก่อน /หลังอาหาร หากงดอาหารมื้อนั้น จะต้องรับประทานยา

ปัญหานี้จะพบมากในมื้อเช้า เนื่องจากคนเมือง หรือปัจจุบัน ชาวนาชาวไร่ ที่

ออกไปทํางานแต่เช้า มักจะไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ในกรณียาก่อนอาหารไม่เป็นไร

สามารถรับประทานได้เลย และดื่มน้ําตามพอควร สําหรับยาหลังอาหาร หากเป็นตัวยาที่ไม่

ระคายกระเพาะ ไม่ใช่ยาแก้อักเสบกล้ามเนื้อ ก็สามารถที่จะรับประทานได้เลยเช่นกัน แต่

ถ้ารับประทานร่วมกับยาก่อนอาหาร ให้ทิ้งเวลาห่างจากยาก่อนอาหารสักครึ่งชั่วโมง เพราะ

ไม่มั่นใจว่ายาที่กินอยู่นั้นจะตีกันหรือเปล่า หลักการนี้ก็ใช้กับยาที่ต้องให้มื้ออื่นๆ แต่ต้องงด

เหมือนกัน กล่าวคืองด อาหารได้ แต่ห้ามงดยาครับ อย่างไรก็ตามยาหลังอาหาร อาจหา

อะไรรองท้องสักเล็กน้อยเช่น ขนมทุกประเภท หรือน้ําเต้าหู้ จากนั้น จึงรับประทานยา ก็

อาจลดผลข้างเคียงจากยาลงได้ครับ ที่สําคัญดื่มน้ําตามมากๆ หลักการนี้ใช้กับยามื้อเย็น

ของพระสงฆ์ด้วยเช่นกัน