Medtang

Custom Search

วันศุกร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2554

ยาน้ำรับประทานชนิดหยด 1 หลอดหยดหมายความว่าอย่างไร

หากได้รับยาเด็กน้ําสําหรับเด็กมา และทางโรงพยาบาลสั่งให้รับประทานครั้งละ

1 หลอดหยด สิ่งที่ผู้ปกครองต้องทวนถามทันทีว่า 1 หลอดหยดดังกล่าวมีปริมาตรเท่าไร

เพราะแต่ละบริษัทจะให้ความหมายของหลอดหยดไม่เท่ากัน และหลายบริษัท หลอดหยด

ที่ให้มาเป็นขนาด 1 มิลลิลิตร แต่ปริมาตรที่ระบุไว้มีเพียง 0.6 มิลลิลิตร ซึ่งแพทย์ เภสัชกร

รับทราบความแรงในขนาด 0.6 มิลลิลิตร ดังนั้นหากดูดมา 1 หลอดหยดเต็มก็จะมีปริมาตร

มากเกินไป 0.4 มิลลิลิตร คิดเป็นขนาดยาที่มาก เกินไปถึง ร้อยละ 65 โดยประมาณ

ยาบางขนานก็อาจเป็นอันตราย เกิดการสะสมได้ ดังนั้นเภสัชกรต้องระบุขนาดของ

สารละลายหรือยาน้ําที่ให้เป็นหน่วยมิลลิลิตร จะปลอดภัย กว่า และหากไม่มีการระบุ

ผู้ป่วยควรสอบถามทุกครั้ง สําหรับรูปที่ 23 แสดงหลอดหยดขนาด 1 มิลลิลิตร ที่ทาง

โรงพยาบาลให้ไป ร่วมกับยา ขนาดที่ใช้ต้องระบุเป็น มิลลิลิตร เช่น 0.8 มิลลิลิตร

ไม่ใช่ 1 หลอดหยด

วันพฤหัสบดีที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ยาเม็ดที่ต้องเคี้ยว ไม่เคี้ยวได้หรือไม่

“ให้ลุงเคี้ยวยา แต่ฟันไม่มีจะทํายังไงดีพ่อหนุ่ม ” หากเป็นยาที่สามารถเคี้ยวได้ ก็

สามารถที่จะนําไปบดได้ เหตุผลที่ต้องเคี้ยวหรือบด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของ

ยา เช่น ยาลดกรดชนิดเม็ดของหลายบริษัท เนื่องจากปริมาณตัวยาที่มีมาก การตอกจึงต้อง

ใช้แรงอั ดสูง ยาจะเคลือบกระเพาะได้ดี เมื่อยาเม็ดนั้นถูกย่อยเป็นอนุภาคเล็ก ๆ จึงต้องใช้

การเคี้ยวเข้ามาช่วย อย่างไรก็ตามควรบดในภาชนะรองรับที่ไม่เปื่อยยุ่ย และสามารถเท

ออกได้ง่าย หรือหากบดในโกร่งสามารถใช้น้ําช่วยเจือจางยา และรับประทานจนหมด หาก

มีปัญหาว่าอาจไม่สามารถใช้ยาตามวิธีที่แพทย์สั่งได้ ให้แจ้งแพทย์/เภสัชกร เพื่อการจัดการ

ให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของผู้ป่วยแต่ละราย

กลืนยาเม็ดไม่ได้ใช้ละลายน้ำได้ไหม

ต้องบอกว่าทั้ง ได้และไม่ได้ เพราะว่ายาบางชนิดเมื่อมีการทําให้รูปแบบยา

เปลี่ยนไปอาจส่งผลทําให้ยาดังกล่าวเสื่อมสภาพเมื่อเจอสภาวะกรดในกระเพาะ เช่น ยาโอ

มิพราโซล จึงอาจทําให้ยาดังกล่าวนั้นไม่ให้ประสิทธิภาพในการรักษาเท่าที่ควร หรือยาบาง

ชนิดที่ค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยา โดยมากมักรับประทานวันละครั้ง เช่น ยากันชัก เมื่อนําไป

ละลายน้ํา พบว่าทําให้รูปแบบการออกฤทธิ์ยาเสียไปจึงทําให้ยาถูกปลดปล่อยออกมามาก

เกินไปจนอาจทําให้เกิดระดับยาสูงเกินหรือเป็นพิษ และไม่สามารถควบคุมอาการ ชักได้

ตามระยะเวลาที่ต้องการ ดังนั้ นเมื่อท่านไม่สามารถกลืนยาเม็ดได้ สามารถสอบถามวิธี

รับประทานยาที่ถูกต้อง หรือแจ้งแพทย์ เภสัชกร เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบยาให้เหมาะสม

สอดคล้องกับความต้องการ

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อาชีพยาม ยาก่อนนอนกินอย่างไร หรือยาหลังอาหารทานอย่างไร

อาชีพยามจัดเป็นอาชีพหนึ่งที่พบว่ามีปัญหากับการรับประทานยาเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะยามที่ต้องอยู่เวรตอนกลางคืน ดังนั้นเมื่อถามว่ายาที่รับประทานตอนกลางคืน

นั้นจะต้องรับประทานอย่างไร พบว่ายาที่แพทย์สั่งให้รับประทา นตอนก่อนนอนตอน

กลางคืน ส่วนใหญ่นั้นพบว่าเป็นการสั่งเพื่อลดอาการข้างเคียงจากยา เช่น ยาที่รับประทาน

แล้วทําให้ง่วงซึม จึงให้รับประทานก่อนนอนเพราะฉะนั้นยาที่ทําให้เกิดอาการง่วงซึมนั้น ถ้า

รับประทานตอนเริ่มทํางานก็อาจจะทําให้เป็นปัญหาในการทํางานได้ เช่น การทํางานกับ

เครื่องจักร การขับขี่ยานพาหนะ หรือโดยเฉพาะอาชีพยามนั้นอาจทําให้หลับยามได้ เป็น

ต้น เพราะฉะนั้นถ้ายาตัวใดที่ให้รับประทานก่อนนอนเพื่อลดอาการข้างเคียงจากยาที่อาจ

เกิดกับผู้ป่วย ยากลุ่มนั้นควรรับประทานก่อนจะนอนหลับจริงๆ ตามแบบแผนแต่ละบุคคล

หากยามออกเวรตอนเช้า ก็อาจปรั บเวลายาก่อนนอนมารับประทานตอนเช้า สําหรับ

ประเด็นอื่นก็อาจจะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาของยาหรือเพื่อเพิ่มความร่วมมือใน

การใช้ยาของผู้ป่วย ยากลุ่มนี้อาจจําเป็นต้องกําหนดเวลารับประทานที่ชัดเจนของการ

รับประทานยาก่อนนอน เช่น หนึ่งทุ่มหรือสองทุ่ม เป็นต้น กล่าวโด ยสรุป หากรับประทาน

ก่อนนอนวันละครั้ง ให้ถามแพทย์ หรือเภสัชกรว่าเหตุผลคืออะไร เช่น ทําให้ง่วงนอน ก็

ปรับตามเวลาที่ว่า หรือเป็นเวลาที่เหมาะสําหรับรับประทานยาประเภทนั้น ๆ ก็

รับประทานตามเวลานั้น แต่หากให้วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร และก่อนนอน เช่นนี้ไม่น่า


เกี่ยวข้องกับ การที่ยาทําให้ง่วง สามารถกําหนดตารางเวลารับประทานเป็นทุก 6 ชั่วโมงได้

และปรับให้สอดคล้องกับความสะดวก

สําหรับประเด็นในเรื่องของการรับประทานยาก่อนและหลังอาหารก็พบว่าจะ

คล้ายกับยาที่รับประทานก่อนนอนคือยาที่แพทย์สั่งให้รับประทานก่อนและหลังอาหาร

เพราะว่าเพื่อลดอาการข้างเคียงจากยาหรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา ยกตัวอย่าง

ยาลดน้ําตาลในเลือด อาจมีทั้งก่อน และหลังอาหาร เช่น กลัยพิไซด์ ให้รับประทานก่อน

อาหารเพื่อหวังผลให้ยาไปลดระดับน้ําตาลหลังรับประทานอาหาร หรือยาเมทฟอร์มิน ให้

รับประทานหลังอาหารเพื่อลดอาการข้างเคียงจากยา เป็นต้น ดังนั้นยาในกลุ่มดังกล่าวควร

ใช้มื้ออาหารมาเป็นข้อกําหนดในการรับประทานยาจะดีที่สุด แต่หากไม่สามารถใช้มื้อ

อาหารมากําหนดระยะเวลารับประทานได้สม่ําเสมอ หรือชัดเจน อาจกำหนดระยะเวลา

ทุก 6 หรือ 8 ชั่วโมงได้ แทนการรับประทานยาวันละ 4 หรือ 3 ครั้งตามลำดับ

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

จะรู้ได้อย่างไรว่า ยาตัวไหนหักแบ่งได้ หรือไม่ได้ หรือบดได้ไหม

โดยส่วนใหญ่ไม่แนะนําให้หักยาหรือบดยา เพราะยาอาจเสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้นทั้ง

จากแสงและความชื้น นอกจากนี้การหักแบ่งยา ยังทําให้ได้รับยาในขนาดที่ไม่เท่ากันในแต่

ละครั้งได้ อย่างไรก็ตามมียาบางประเภทที่ห้ามบด ห้ามแบ่งโดยเป็นยาที่อยู่ในรูปแบบออก

ฤทธิ์นานหรือค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยา ข้อสังเกตของยากลุ่มนี้ก็คือ มักจะมีสัญลักษณ์เป็น

ตัวอักษร Modified release (MR), extended release (ER), Sustained release

(SR), Controlled-release (CR) ด้านหลังชื่อยา เป็นสิ่งบ่งบอกว่ายาดังกล่าวอยู่ในรูปที่

ค่อย ๆ ปลดปล่อยตัวยา ยากลุ่มนี้ได้รับการผลิตขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการรับประทาน

ของผู้ป่วยโดยลดจํานวนครั้งต่อวันที่ต้องรับประทานยา เช่น ปกติต้องรับประทาน 3 มื้อ ก็

ลดลงเหลือมื้อเดียวต่อวัน แต่ให้ผลการรักษาเทียบเท่ากัน เป็นต้น หรืออยู่ในรูปแบบที่

พร้อมละลายทันทีเช่นยาทางจิตเวช ดังนั้น หากบดหรือหักยาอาจทําให้การปลดปล่อยยา

เปลี่ยนแปลง ยาจะไม่อยู่ในรูปค่อย ๆ ปลดปล่อย แต่จะออกมาในครั้งเดียว ส่งผลให้ผู้ป่วย

อาจได้รับยามากเกินไปในครั้งเดียว มีผลกระทบต่อการรักษาและเป็นอันตราย หรือยาอาจ

ชื้นไม่ได้ผล อย่างไรก็ตามยาในรูปแบบนี้บางตัวก็สามารถหักแบ่งได้ เช่น ยา Theo-dur SR

200 mg สามารถแบ่งครึ่งเม็ดได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับกระบวนการในการผลิตยาแต่ละตัว เภสัชกร

จะเป็นผู้ให้ข้อมูลว่ายารายการใดห้ามหักแบ่ง หรือห้ามบด หรือห้ามละลายน้ําก่อน

รับประทาน หากไม่มั่นใจจึงควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาทุกครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เข็มอินซูลิน จะต้องเปลี่ยนเข็มทุกครั้งหรือไม่ หรือหลังจากใช้ไปกี่ครั้ง

ตามคําแนะนําของสมาคมโรคเบาหวาน สหรัฐอเมริกา แนะน าการใช้เข็มจาก

กระบอกฉีกอินซูลินชนิดใช้ครั้งเดียว และจากชนิดปากกา เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดย

การนําเข็มกลับมาใช้ใหม่ทําให้เกิดความไม่แน่นอนของการไม่ปราศจ ากเชื้อ ซึ่งอาจจะเพิ่ม

ความเสี่ยงของการเกิดติดเชื้อได้มากขึ้น โดยเฉพาะในคนไข้ที่มีการดูแลความสะอาดไม่ดี

พอ หากจะแนะนําให้ผู้ป่วยใช้เข็มมากกว่าหนึ่งครั้ง สิ่งที่เน้นคือ

1. ให้ทําความสะอาดบริเวณที่จะฉีดเป็นอย่างดี

2. หลังจากฉีดให้ใช้สําลีชุบน้ําเช็ดโดยรอบเข็มเบา ๆ

3. เมื่อใช้เสร็จแล้วหลังทําความสะอาดก็ควรปิดฝาเข็มทันที

4. ไม่ควรใช้เข็มเมื่อเข็มทื่อหรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของเข็ม และเข็มมีการ

สัมผัสที่อื่นนอกจากผิวหนัง

5. สมาคมโรคเบาหวานสหรัฐอเมริกา ไม่แนะนําให้ทําความสะอาดเข็มด้วย

แอลกอฮอล์เนื่องจากจะทําให้ซิลิโคน ที่เคลือบไว้หลุดออกซึ่งทําให้เจ็บเวลาฉีดยา

และทําให้เข็มปนเปื้อน
 
ที่สําคัญห้ามใช้เข็มร่วมกับคนอื่น ๆ เพราะอาจเกิดการติดเชื้อที่ถ่ายทอดทางเลือดได้


เช่น ตับอักเสบ เอดส์

ยาฉีดอินซูลิน หลังฉีดต้องนวดหรือไม่

ยาฉีดอินซูลิน หลังฉีดไม่ต้องนวดบริเวณที่ฉีด เพราะทําให้ยาดูดซึมเร็ว อาจส่งผลให้คนไข้

เกิดภาวะน้ําตาลต่ําได้ไวขึ้น และอินซูลิน บางขนานอาจสูญเสียคุณสมบัติของ ตัวอินซูลิน

ที่ต้องการให้ ค่อย ๆ ปลดปล่อย ตัวยา และควร เปลี่ยนที่ฉีดสลับไป มาเพื่อป้องกัน

การสลายของไขมันบริเวณโดยรอบตําแหน่งที่ฉีด