Medtang

Custom Search

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ยาอมใต้ลิ้น กลืนแทนได้ไหม ห้ามกลืนน้าลายด้วยหรือไม่

การบริหารยาอมใต้ลิ้นห้ามเคี้ยว หรือกลืนเม็ดยาทั้งเม็ดลงไปในกระเพาะอาหาร แต่จะใช้วิธีการปล่อยให้ยาค่อยๆ ละลายและดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดใต้ลิ้นจนหมด และไม่ควรกลืนหรือบ้วนน้ำลายทิ้ง ทั้งนี้เนื่องจากต้องการให้ยาดูดซึมผ่านเข้าสู่เส้นเลือดใต้ลิ้นและออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็วและมากที่สุด การกลืนน้ำลายจะทำให้ยาที่จะดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดใต้ลิ้นลดน้อยลงซึ่งอาจทำให้การใช้ยาไม่ได้ผล เมื่อวางยาใต้ลิ้นเพื่อลดการกระตุ้นน้ำลาย ให้ทำปากนิ่ง ไม่ควรขยับปาก หรือเคลื่อนไหวลิ้นไปมา ตัวอย่างยาอมใต้ลิ้น เช่น ยาอมใต้ลิ้นไอโสซอร์ไบด์ ไดไนเตรต ขนาด 5 มิลลิกรัมที่ใช้รักษาอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลันจากภาวะเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ซึ่งเป็นภาวะที่ต้องการการรักษาอย่างเร่งด่วน เมื่ออมยาใต้ลิ้นยาที่ละลายจะถูกดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดใต้ลิ้นและไปยังหัวใจโดยตรงจึงทำให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้ากลืนยาทั้งเม็ดจะต้องใช้เวลานานกว่าที่ยาจะไปยังเส้นเลือดหัวใจ เพราะยาต้องผ่านกระบวนการดูดซึม และหลังจากการดูดซึมก็ต้องส่งผ่านกระบวนการอีกหลายขั้นตอนก่อนที่ยาจะถูกส่งไปยังตำแหน่งที่ออกฤทธิ์


ยาอมใต้ลิ้นดังกล่าว เมื่ออมใต้ลิ้นจะรู้สึกซ่าเล็กน้อย แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ปวดหัว หน้าแดง มึนงง ใจสั่น หรือหน้ามืดเมื่อเปลี่ยนท่าทาง เวียนศรีษะ สับสน ให้แจ้งแพทย์

จากฉลากจะเห็นเครื่องหมายสามเหลี่ยม และระบุว่าต้องติดตาม ยารายการใดที่มีเครื่องหมายดังกล่าวจะต้องสังเกตตนเอง ว่าภายหลังรับประทานยาแล้วเกิดอาการผิดปกติหรือไม่ หากเกิดอาการดังกล่าวให้กับไปโรงพยาบาลแจ้งแพทย์ เภสัชกร เพื่อแก้ไข เภสัชกรจะรายงานไปสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเพื่อเป็นข้อมูลความปลอดภัย

ยาอมใต้ลิ้นต้องวางตาแหน่งไหน เปลี่ยนเป็นอมข้างแก้มได้หรือไม่

ยาอมใต้ลิ้นวิธีการใช้ที่ถูกต้อง คือ การบริหารยาโดยกระดกลิ้นขึ้น และวางไว้ใต้ลิ้นแล้วปล่อยให้ตัวยาค่อยๆ ละลายและดูดซึมเข้าสู่เส้นเลือดใต้ลิ้นจนหมด แต่ในบางรายหากมีความจำเป็นหรือไม่สามารถอมใต้ลิ้นได้อาจใช้วิธีการอมไว้ข้างกระพุ้งแก้ม แต่อย่างไรก็ตามจากหลักฐานทางวิชาการพบว่าการอมใต้ลิ้นจะมีอัตราการดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วกว่า ดังนั้นหากเป็นยาอมใต้ลิ้นที่ต้องใช้ในภาวะฉุกเฉินและต้องการการออกฤทธิ์ที่รวดเร็วจึงแนะนำให้บริหารยาโดยการอมใต้ลิ้น

ก่อนติดแผ่นแปะต้องโกนขนก่อนหรือไม่

หลักการใช้แผ่นแปะควรแปะในตำแหน่งที่ไม่มีขน เช่นบริเวณต้นแขนด้านนอก บริเวณหลังส่วนบน เอว หน้าท้อง และหน้าขาส่วนต้น แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้และต้องแปะในบริเวณที่มีขนจริงๆ ไม่ควรใช้วิธีโกนขน แต่ให้ใช้วิธีการเล็มขนทิ้งเพราะการโกนขนอาจทำให้เกิดบาดแผลได้ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณการดูดซึมยาเกิดขึ้นมากกว่าปกติและอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองบาดแผลที่เกิดจากการโกนได้ เมื่อแปะให้กดหรือลูบให้ทั่วประมาณ 30 วินาที เพื่อมั่นใจว่าแผ่นแปะนั้นติดผิวหนังดี ในกรณีที่มีคราบพลาสเตอร์น่าเกลียดก็อาจใช้น้ำมันทาตัวเด็ก ทาออกได้

วันจันทร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2554

แผ่นแปะต้องแปะบริเวณใด และจะแปะนานเท่าไร

ผลิตภัณฑ์ยาชนิดแผ่นแปะจัดเป็นรูปแบบยาเตรียมชนิดหนึ่งที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา

ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเพื่อให้เกิดความสะดวกและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบริหารยา

ตัวอย่างยารูปแบบแผ่นแปะที่ มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ ยาแผ่นแปะไนโตรกลีเซอริน ที่ ใช้ใน

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ยาแผ่นแปะนิโคตินสําหรับการเลิกบุหรี่ ยาแผ่นแปะเฟนตา

นิลสําหรับรักษาอาการปวดรุนแรง เช่น อาการปวดในผู้ป่วยมะเร็ง และยาคุมกําเนิดชนิด

แผ่นแปะ เป็นต้น

ตําแหน่งของการแปะโดยทั่วไปแนะ นําให้แปะในบริเวณที่ไม่มีขน ถ้าเป็นแผ่น

แปะไนโตรกลีเซอรินอาจให้แปะบริเวณหน้าอก ส่วนยาอื่นๆ บริเวณที่สามารถแปะได้

ได้แก่ ต้นแขนด้านนอก บริเวณหลังส่วนบน เอว หน้าท้อง และหน้าขาส่วนต้น อย่างไรก็

ตามการใช้แผ่นแปะควรใช้วิธีการวนเปลี่ยนตําแหน่งของการแปะในแต่ละครั้ง เพื่อป้องกัน

การระคายเคืองจากการแปะซ้ําๆ ที่เดิม เช่น หากวันแรกแปะที่หน้าท้องข้างซ้าย วันที่สอง

อาจเปลี่ยนมาแปะที่หน้าท้องด้านขวา เป็นต้น ส่วนระยะเวลาการของแปะนั้นแตกต่างกัน

ไปในแต่ละชนิดของยา เช่น แผ่นแปะไนโตรกลีเซอริน 1 แผ่นต้องแปะนาน 12-24 ชั่วโมง

แผ่นแปะนิโคตินแปะนาน 24 ชั่วโมง แผ่นแปะเฟนตานิลแปะนาน 72 ชั่วโมง และยา

คุมกําเนิดชนิดแผ่นแปะ 1 แผ่นต้องแปะนานถึง 7 วัน ดังนั้นการใช้ยาแผ่นแปะจึงต้อง

ขึ้นกับชนิดของยาและตามคําสั่งของแพทย์ ห้ามแปะเกินเพราะจะได้รับยาเกินขนาด และที่

สําคัญเมื่อแปะแล้วหากระคายเคืองมาก ให้กลั บไปโรงพยาบาลเพื่อแจ้งแพทย์ เภสัชกร

เพราะอาจแพ้ทั้งตัวยาหรือสารเคมีที่ประกอบกันขึ้นเป็นแผ่นแปะ หากไม่มีอาการแพ้ หรือ

ระคายเคือง เมื่อครบกําหนดระยะเวลาการแปะของแต่ละแผ่นก็ให้นําแผ่นแปะเดิมนั้นออก

ทิ้ง แล้วแปะแผ่นใหม่ ไม่ใช่คงไว้ตลอดเวลา และเช่นเดียวกับยาในรูปแบบ อื่น ๆ อาจเกิด

อาการข้างเคียงจากยา หรือการแพ้ยาได้
 

ทำไมเป็นโรคเดียวต้องใช้ยาหลายขนาน

ในกรณีที่ป่วยเป็นโรคบางโรค เช่น ไข้หวัด แล้วมีอาการ เช่น ไข้ ไอมีเสมหะ

น้ำมูกไหล อาการเหล่านี้จําเป็นต้องใช้ยาหลายชนิดในการบรรเทาอาการ คือ ใช้ พาราเซ

ตะมอลเพื่อลดไข้ บรอมเฮกซินใช้บรรเทาอาการไอโดยการละลายเสมหะ คลอเฟนิรามีน

บรรเทาอาการน้ํามูกไหล เป็นต้น ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ป่วยเป็นโรค 1โรคอาจต้องใช้ยา

มากกว่า 1 ชนิด หรือแม้แต่โรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อาจมีการใช้ยา

เบาหวานร่วมกันมากกว่า 1 ชนิดโดยมักออกฤทธิ์เสริมกันเพื่อให้ผลลดน้ําตาลดีขึ้น เช่น ตัว

หนึ่งอาจเพิ่มการสร้างอินซูลิน อีกตัวอาจเพิ่มการใช้น้ําตาล หรือยาลดไขมันตัวหนึ่งอาจลด

ไตรกลีเซอไรด์ ในขณะที่อีกตัวอาจลดคอเลสเตอรอล แต่หลักการที่ดีคือใช้ยาแต่น้อยตาม

ความเหมาะสม ดีกว่าใช้ยาหลายขนาน ซึ่งอาจซ้ําซ้อน หรือเกิดอันตรายจากการใช้ยา

ร่วมกันได้

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

ไปหาหมอกระดูกทำไมต้องให้ยาลดกรด หรือยาป้องกันโรคกระเพาะ

ยากลุ่มรักษาโรคกระดูกและข้อส่วนใหญ่เป็นยาบรรเทาอาการปวด ลดอาการ

อักเสบ เช่น ยารักษาข้ออักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal antiinflammatory

Drugs: NSAIDs) โดยยากลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะทําให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร

ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แพทย์จึงมักให้ยาป้องกันโรคกระเพาะ หรือระงับการหลั่งกรด

ควบคู่ไปด้วยโดยเฉพาะในคนไข้ที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว

แต่อาการข้างเคียงดังกล่าว สามารถป้องกันได้โดยให้รับประทา นยาหลังอาหารทันที

และดื่มน้ าตาม มาก ๆ อย่างไรก็ตามหากต้องรับประทานยาบรรเทาอาการปวดเป็น

เวลานาน ก็มีความจําเป็นที่ต้องได้รับยาลดกรดควบคู่ไปด้วย สิ่งที่ควรระวังประการหนึ่งคือ

หากเลิกรับประทานยาบรรเทาอาการปวดดังกล่าว ก็มักเลิกรับประทานยาลดกรดร่วมด้วย

ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการใหม่คือ ภาวะกรดหลั่งเกินอีก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร

หากเกิดอาการดังกล่าว

หากเคยรับประทานยาครั้งละ 500 มิลลิกรัม สามารถใช้ชนิด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 เม็ดหรือไม่

ถ้ายาดังกล่าวเป็น ยาชนิดเดียวกัน และเป็นเกลือเดียวกัน สามารถใช้ขนาดยา

รวมในจํานวนที่เท่ากันได้ เช่นแพทย์สั่งจ่ายยา อะม๊อกซี่ซิลลิน 500 มิลลิกรัม แต่ทาง

โรงพยาบาลมี อะม๊อกซี่ซิลลิน 250 มิลลิกรัม ดังนั้นสามารถที่จะจ่ายนี้ความแรง 250

มิลลิกรัมโดยเพิ่มขนาดเป็น 2 เท่าได้ แต่ถ้าเมื่อไรเป็น ยาต่างชนิด หรืออาจชนิดเดียวกัน

แต่อยู่ในรูปเกลือที่แตกต่างกัน จะไม่สามารถนํามาใช้ในขนาดเท่ากันได้ แม้ว่าอาจใช้รักษา

โรคเดียวกัน เนื่องจากผู้ป่วยหลายท่านอาจยังมีความเข้าใจผิดว่าเมื่อก่อนรับประทานยา

ชนิดหนึ่งในขนาด 10 มิลลิกรัมยังไม่สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ คราวนี้ม าเปลี่ยนให้

รับประทานยาอีกชนิดแต่มีความแรงเพียง 5 มิลลิกรัมจะดีขึ้นหรือ เปล่า เช่น เคยได้รับยา

โพรพาโนลอล วันละ 20 มิลลิกรัม ความดันโลหิตยังคงสูงอยู่ เปลี่ยนมาใช้ยาลดความดัน

โลหิตอีกขนานเช่น อะทีโนลอล ขนาด 10 มิลลิกรัม จะคุมได้หรือ และมีบางรายแอบเพิ่ม

ขนาดเอง เพราะฉะนั้นต้องตอบเลยว่า ยาต่างชนิดกันจะให้ผลในการรักษาไม่เท่ากันหรือ

ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาของยาแต่ละชนิดไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้ามีการใช้ในขนาดที่เท่ากันของ

ยาต่างชนิดนั้น อาจจะทําให้เกิดอันตรายจากการใช้ยา หรือไม่มีผลในการรักษาเท่าที่ควร