Medtang

Custom Search

วันพุธที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2564

ควรทิ้งยาเหลือใช้..ลงในอ่างล้างจาน..หรือไม่?

 ควรทิ้งยาเหลือใช้..ลงในอ่างล้างจาน..หรือไม่? 

ในเมื่อทิ้งในชักโครกหรือคอห่านไม่ได้ จะขอทิ้งในอ่างล้างจานจะได้ไหม ? ประเด็นนี้คงพอเดาได้แล้วว่า ไม่ดีแน่นอน ซ้ําร้ายรุนแรงกว่าด้วย เพราะยาที่ถูกเททิ้งลงไป ในท่อของอ่างล้างจาน ก็จะละลายและไหลไปรวมกันในแหล่งน้ํา ซึ่งยังไม่มีวิธีการกําจัดยา ออกจากน้ําเสีย ยาก็จะไปสะสมหมุนเวียนในลักษณะเดียวกัน เกิดการสะสม ปนเปื้อนใน สัตว์น้ํา เกิดแบคทีเรียดื้อยา และอาจปนเปื้อนในน้ําดื่มน้ําใช้ของเราได้เช่นกัน คำตอบ 

จึงไม่ควรทิ้งยาเหลือใช้..ลงในอ่างล้างจาน..นะครับ

ควรทิ้งยาเหลือใช้..ลงในส้วม..หรือไม่?

 ควรทิ้งยาเหลือใช้..ลงในส้วม..หรือไม่? 

ข้อเสนอแนะข้อแรกนี้เป็นสิ่งที่กําจัดได้ง่ายที่สุด แถมยังสะดวกสบายที่สุด โดยการนํายาเหลือใช้ทั้งหมด แกะออกจากแผง ละลายน้ําในถังและ ไปเทลงใน ส้วม ราดน้ํา ตาม ก็เสร็จเรื่องกันเสียที ..วิธีนี้..จะดีจริง หรือ?

 ยาทั้งหมดก็จะถูกละลายลงไปอยู่ในบ่อ เกรอะ บางส่วนก็อาจซึมออกไปกับน้ําสู่ดิน โดยรอบ โดยเฉพาะส้วมซึมแบบที่นิยมกัน มากในเมืองไทย สุดท้ายยาเหล่านี้ก็จะละลายไปสะสมอยู่ในแหล่งน้ําต่างๆ ตามธรรมชาติ 

ดังปรากฏเป็นข่าวในต่างประเทศว่า พบยาปนเปื้อนในแหล่งน้ําต่างๆ พบในตัวปลาที่อาศัย อยู่ในแหล่งน้ํานั้นๆ ทั้งยังเพิ่มการดื้อยาของเชื้อแบคทีเรีย 

และที่ร้ายที่สุด คือ ยาละลาย ปนเปื้อนอยู่น้ําดื่มน้ําใช้ของประชาชน ยาที่เป็นปัญหาการปนเปื้อนในน้ําดื่มน้ําใช้ประชากร อเมริกัน กว่า 41 ล้านคน เป็นยากลุ่ม ยาปฏิชีวนะ ยากันชัก ยาทางจิตเวช และยาที่เป็น ฮอร์โมนเพศ แต่ไม่อยู่ในระดับที่เป็นอันตราย หรือความเสี่ยง 

ดังนั้น จึงไม่ควรทิ้งยาเหลือใช้..ลงในส้วมนะครับ

จะสังเกตว่า..ยาเหลือใช้..ยังใช้ได้หรือไม่?

 จะสังเกตว่า..ยาเหลือใช้..ยังใช้ได้หรือไม่? 

การตอบได้ชัดเจนที่สุดคือ ยาเปลี่ยนแปลงรูปแบบ และลักษณะภายนอกไปจาก เดิมหรือไม่ เช่น ชื้น กร่อน เยิ้ม สีซีด จางไม่สม่ําเสมอ ยาน้ําสี กลิ่น รส เปลี่ยน จับตัวเป็นก้อน หรือแยกชั้น เขย่าแล้วไม่คืนกลับเป็นเนื้อเดียว ยาดังกล่าวใช้ไม่ได้ ให้ทิ้ง 

ที่ชัดเจนอีก ประการคือ ดูวันหมดอายุที่ภาชนะ หรือบรรจุภัณฑ์ หากยาหมดอายุก็ทิ้งได้ เช่นกัน  หากยาไม่เปลี่ยนสี หรือรูปแบบภายนอกไม่เปลี่ยนแปลงไป ยังไม่ถึงวันหมดอายุ ก็เป็นการ ยากที่จะบอกว่ายาเหลือใช้เหล่านั้นยังคงใช้ได้หรือไม่ 

ทั้งนี้อาจพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับ  

1. วันเวลา และรูปแบบยาที่ได้มา หากยาดังกล่าวเป็นเม็ดเปลือย และที่ซอง ระบุวันที่ได้รับยามาเกินกว่า 6 เดือน ให้ทิ้ง หรือนําส่งคืนโรงพยาบาล เหตุที่ ให้เวลา 6 เดือนเนื่องจากยาดังกล่าว หลังการแบ่งบรรจุ จะกําหนดอายุไว้ 1 ปี แต่จะทยอยจ่ายออกจากห้องยา และการเก็บรักษาอาจมีผลกระทบ ดังนั้นจะ เห็นได้ว่าควรหลีกเลี่ยง นํายาใหม่มาใส่ซองเก่า เพราะวันที่ บนซองเก่าจะไม่ สะท้อนความเป็นจริงว่าได้ยามาเมื่อไหร่ 

 2. การเก็บรักษายา หากได้รับข้อมูลว่าการจัดเก็บเป็นความเสี่ยงเป็นระยะ เวลานาน เช่น เก็บในที่แสงแดดส่องถึง ร้อน มีความชื้นสูง เช่นในห้องน้ํา จัดเก็บในภาชนะที่ไม่เหมาะสม เช่น แกะออกจากแผง ฯลฯ ยาต้องแช่เย็นแต่ ไม่ได้แช่มาเป็นเดือน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความคงตัวของยา ก็ไม่ควรนํามาใช้ 

3. ฉลากยา หากฉลากยาไม่ปรากฎข้อมูลความชัดเจนใด ๆ ไม่แน่ใจว่าได้มา อย่างไร เมื่อไร ก็ไม่ควรใช้ยานั้น 


 

ทำไม...ต้องรณรงค์เรื่องยาเหลือใช้

 ทำไม...ต้องรณรงค์เรื่องยาเหลือใช้ 

ประเด็นแรกคือ ความปลอดภัย ยาเหลือใช้ เป็นความเสี่ยงที่มีอยู่ในครัวเรือน ลองคิดดูสิครับว่า ยาดังกล่าว เราเก็บกันไว้ที่ใด บ้างใส่ตะกร้า บ้างใส่ถุงมัดกองรวมกัน วาง ไว้ตามหลังตู้ ตามหัวเตียง ยาเหล่านี้ไม่ได้เก็บตามวิธีการเก็บรักษาที่ดี บ้านที่มีเด็กเล็กก็ เป็นความเสี่ยงที่เด็กอาจไปหยิบยาดังกล่าว ซึ่งมักเป็นยาอันตรายร้ายแรงมารับประทาน โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พบเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์บ่อย ๆ 

ประเด็นต่อมา ยาดังกล่าวอาจเป็นยาที่แพทย์ยังสั่งให้ต่อ แต่ขนาดยาที่ได้รับครั้ง ล่าสุดอาจเปลี่ยนไป มากขึ้นหรือน้อยลง ผู้ป่วยอาจไม่ทันระวังนํายาใหม่มาใส่ในถุงยาเก่า เพราะความคุ้นเคย และรับประทานเหมือนเดิม ส่งผลให้การรักษาไม่ได้ผล

ประเด็นที่สาม ยาดังกล่าวอาจเป็นยาที่เสื่อม หมดอายุ ยาหลายขนานที่หมดอายุ โดยที่มองภายนอกไม่เห็น เช่นยาแคปซูล โดยที่ผงยาข้างในเปลี่ย นสี เช่น ด๊อกซี่ซัยคลิน มักเป็นแคปซูลสีเขียว ผงข้างในหากยังใช้ได้จะมีสีเหลืองนวล แต่หากหมดอายุจะเป็นสี น้ําตาล หรือเหลืองน้ําตาล หากรับประทานจะมีพิษร้ายแรงต่อไต เยื่อบุเป็นแผล เช่น ตา บวมปิด ปากเจ่อบวมเป็นแผลอักเสบ เป็นต้น 

ประเด็นสุดท้าย มีรายงานในต่างประเทศว่า ยาที่เหลือใช้นี้มีประมาณร้อยละ 3 ถึง 20 ของยาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับมาจากโรงพยาบาลหรือร้านยาก็ตาม ในบางคนยาเหลือ ใช้อาจมีค่าเพียงไม่กี่บาท แต่บางคนอาจมีค่าสูงเป็นหมื่นๆบาทได้ เม็ดเงินที่ใช้จัดหายา เหล่านี้อาจเป็นเงินจากกระเป๋าของเรา (ที่ต้องจ่ายไปเอง) หรือ ของหน่วยงาน หรือ ของ รัฐบาล (ซึ่งเป็นส่วนภาษีเงินได้ที่รัฐนํามาจ่ายให้กับสวัสดิการ) แต่ผลโดยรวมแล้วก็เป็นเงิน ของชาวไทย และเป็นเงินของประเทศชาติทั้งหมด 

ในการสํารวจยาเหลือใช้ที่บ้านของ ประเทศอังกฤษ พบว่า ยาเหลือใช้คิดเป็นเงินมีมูลค่าสูงถึง 200 ล้านปอนด์ต่อปี (ถ้าอัตรา แลกเปลี่ยน 50 บาทต่อปอนด์ จะเป็นเงินถึง 10,000 ล้านบาท)  ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ยาเหลือใช้ มีเป็นจํานวนมากและมีความสําคัญต่อ ความ ปลอดภัย และส่งผลต่องบประมาณของชาติอีกด้วย จึงต้องช่วยกันทุกฝ่ายใช้ยาอย่างมี ประสิทธิภาพ ปลอดภัย และประหยัด 

สาเหตุของยาเหลือใช้ หรือ ยาขยะ

 สาเหตุของยาเหลือใช้ หรือ ยาขยะ 

ถ้าสํารวจกันจริงๆ ก็จะพบว่า เกือบทุกหลังคาเรือนจะมียาเหลือใช้อยู่ไม่มากก็ น้อย ยาเหลือใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงชนิดของยาในการรักษา ทําให้มียาเดิมเหลืออยู่และผู้ป่วยไม่ได้ใช้

 อีกสาเหตุหนึ่งก็คือ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ไม่ได้ใช้ยาอย่าง สม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง หรือ เมื่ออาการดีขึ้นแล้วจึงหยุดยาเอง (ซึ่งไม่ควรหยุดยาเอง ควร ใช้ยาอย่างส่ําเสมอตามสั่ง)

 นอกจากนี้อาจหยุดยาเนื่องจากเกิดผลข้างเคียงหรืออาการอัน ไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา หรือ ผู้ป่วยเสียชีวิต ทําให้เกิดยาเหลือใช้ได้ 

ยาเหลือใช้ คืออะไร เคยได้ยิน ยาขยะ เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร

 ยานับเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สําคัญ ทุกบ้านจึงมักมียาไว้ประจําบ้านทั้งเพื่อ รักษาการเจ็บป่วยเบื้องต้นเล็กๆน้อยๆ หรือ สําหรับการรักษาโรคประจําตัวของสมาชิกใน ครอบครัว

 ในบรรดายาที่มีไว้ในบ้านนี้ บ่อยครั้งที่ ซื้อมาเก็บไว้แล้วไม่ได้ใช้ หรืออาจเป็น เพราะว่า ผู้ป่วยที่เคยใช้ยาชนิดนี้ แพทย์ได้เปลี่ยนแปลงการรักษา มีการเปลี่ยนยาชนิดใหม่ ทําให้ยาเดิมที่เหลืออยู่ไม่ได้ใช้ 

หรือ อาจเกิดจากผู้ป่วยที่เคยใช้ยานี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว ทําให้ เหลือยาของผู้ตายคนนี้อยู่ หรือ ยากลุ่มที่ใช้บรรเทาอาการ เช่น ปวดหัว ปวดฟัน ฯลฯ เมื่อ หายปวดแล้ว ก็ไม่ได้ใช้ยา จึงมียาที่เหลืออยู่เช่นกัน 

บางครั้งยามีเทคนิคการใช้เฉพาะ ยา บางขนานแกะยายากไม่รู้ว่าจะแกะอย่างไร ก็เลยไม่ใช้ และก็ไม่กล้าแจ้งแพทย์ว่าใช้ไม่เป็น แกะยาไม่ได้ รวมทั้งที่พบบ่อยไม่แพ้กันคือผู้ป่วยไม่ได้ใช้ยาตามสั่ง 

โดยมีปัจจัยสาเหตุที่หลากหลายเช่น ลืม รับประทานแล้วรู้สึกไม่ดี ก็ไม่ใช้ และไม่กล้าแจ้งแพทย์ ไม่ได้ใช้ใน ขนาดที่แพทย์สั่ง และแพทย์ให้มามากเกิน เกิดการสะสมเรื่อย ๆ 

นอกจากนี้ยังอาจ ครอบคลุมยาที่เสื่อมสภาพ หมดอายุ ยาเหล่านี้ทั้งหมดเรียกรวมกันว่า “ยาเหลือใช้”  

ส่วน ยาขยะ มีความหมายคล้ายคลึงกันกับยาเหลือใช้ แต่จะแคบกว่าโดยเน้นว่า “ขยะ” เป็นยาที่ไม่มีประโยชน์แล้ว ไม่ควรหรือไม่สามารถนํามาใช้ได้อีก เป็นยาหมดอายุ ยาเสื่อมคุณภาพที่ยังคงเก็บไว้ ลืม หรือไม่ได้ทิ้ง 

ดังนั้น ยาเหลือใช้ จึงมีความหมายกว้าง กว่า ยาขยะ คือ ครอบคลุมทั้งยาที่ยังใช้ได้และใช้ไม่ได้ 

แต่ ยาขยะ จะหมายถึง ยาที่ใช้ไม่ได้แล้ว

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2559

อาการแพ้อาหารจะเป็นอย่างไร เหมือนการแพ้ยาหรือไม่

การแพ้ไม่ว่าจะแพ้อะไร ก็จะปรากฏอาการไม่แตกต่างกัน ขึ้นกับการตอบสนองของร่างกายและประเภทของสารเคมี การแพ้อาหาร และยา ก็ล้วนเป็นสิ่งที่ร่างกายเกิดปฏิกริยาตอบสนองต่อสารเคมีในอาหารและยา ถ้าเป็นสารเคมีเดียวกัน ในคนเดียวกัน อาการแพ้ย่อมไม่ต่างกัน และไม่จำเป็นว่าจะเกิดกับอวัยวะใด อวัยวะหนึ่ง เช่น
ปาก: เริ่มตั้งแต่ปากคัน ร้อน ริมฝีปากหรือลิ้นบวม
ผิวหนัง: เกิดลมพิษ ผื่นคัน บวมบริเวณใบหน้า แขนขา
กระเพาะอาหาร: คลื่นไส้ ตะคริวบริเวณท้อง อาเจียน อุจจาระร่วง
ลำคอ: คอตีบ ระคาย คันคอยิบ ๆ หรือไอ
ปอด: หายใจสั้น ๆ ไอซ้ำๆ มีเสียงหวีด
หัวใจ: ชีพจรอ่อน ความดันโลหิตต่ำ เป็นลม ซีด หรือตัวเขียวคล้ำ
ดังนั้นหากรับประทานยา แล้วเกิดอาการที่ผิดปกติ ให้ลองหาสาเหตุว่ามีปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วยหรือไม่ แต่หากพบว่าน่าจะเกิดจากยา ให้โทรปรึกษาแพทย์ เภสัชกร หรือโทรไปที่สถานพยาบาลที่รักษา เพื่อขอคำแนะนำ แต่หากอาการรุนแรงให้รีบนำส่งโรงพยาบาล