Medtang

Custom Search

วันพุธที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2554

ยาบางชนิดทำไมต้องใส่ซองสีน้ำตาล และไม่เก็บในซองได้หรือไม่

ยาหลายชนิดเมื่อถูกแสงจ้า หรือแสงแดดเป็นระยะเวลาหนึ่ง อาจทําให้ยา เสื่อมสภาพ

การรักษาอาจไม่ได้ผล เช่น ยาบางรายการในกลุ่มวิตามิน/ยาลดความดันโลหิต สูง/ยาปฏิชีวนะ/

ยาขับปัสสาวะ เป็นต้น ดังนั้นจึงได้มีการออกแบบภาชนะที่ใช้ป้องกันแสง ขึ้นมา เช่น ขวด/

แอมพูล/ขวดยาฉีดที่มีสีชา กล่องกระ ดาษทึบ แผงอลูมิเนียม หรือแผงยา แบบกดเม็ดยาออก

(บลิสเตอร์) ที่มีความทึบแสง และซองทึบหรือสีชา เป็นต้น เมื่อไปรับ ยาที่โรงพยาบาล ร้านยา

ทางห้องยา /เภสัชกร จะระบุว่า “ควรเก็บยาให้พ้นแสง ” ไว้ให้ที่ ฉลากยาสําหรับยาที่ต้องเก็บใน

ภาชนะป้องกันแสง

วันอังคารที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2554

หากตั้งครรภ์ /หรือวางแผนที่จะตั้งครรภ์ เมื่อไรจึงต้องบอกหมอ /จำป็นหรือไม่ที่ต้องบอก

มีความจําเป็นต้องบอกหมอทั้งสองกรณี ในกรณีแรกหากตั้งครรภ์ จะต้องแจ้งให้

แพทย์หรือเภสัชกร ทราบทุกครั้งที่ไปโรงพยาบาล สถานีอนามัย สถานพยาบาลต่าง ๆ

หรือไปซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากยาบางชนิดที่ใช้ในการรักษาโรคหรือรักษาอาการ

ทั่วไปนั้นอาจมีผลกับลูกน้อยในครรภ์ได้ทุกระยะการตั้งครรภ์ โดยยาบางชนิดอาจรุนแรงถึง

ขั้นทําให้ลูกน้อยเกิดความพิการได้

อีกกรณีคือ ถ้าวางแผนที่จะตั้งครรภ์ก็มีความจําเป็นที่ต้องบอกแพทย์และเภสัช

กรเช่นเดียวกันเนื่องจาก ยาบางชนิด เช่น ยารักษาสิว (isotretinoin) อาจมีการสะสมอยู่

ในร่างกายเป็นระยะเวลานาน จําเป็นต้องหยุดยาล่วงหน้าก่อนที่จะตั้งครรภ์ หรือในกรณีที่

ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจําเป็นต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ยาลดความดันโลหิต
 
ยาละลายลิ่มเลือด เป็นต้น แพทย์ ต้องมีการวางแผนในการรักษา ร่วมกับผู้ป่วยอย่าง

ต่อเนื่อง แพทย์จะพิจารณาว่า จําเป็นต้องเปลี่ยนแปลงยาหรือหยุดยาหรือไม่ เพื่อป้องกัน

ทารกในครรภ์ไม่ให้เกิดความผิดปกติหรือพิการได้

ข้อมูลขั้นต่ำ ที่ควรรู้เมื่อไปรับยา หรือซื้อยา

นอกเหนือจากการตัอง ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อตนเอง ชนิดของยา วิธีใช้

และจํานวนสอดคล้องกับกําหนดนัดครั้งต่อไปแล้ว เป็นสิทธิที่ผู้รับบริการทุกรายควรได้รับ

หรือควรสอบถามเพิ่มเติม คือ ชื่อยา ซึ่งบ่อยครั้งอาจจําไม่ได้ แต่ก็ สามารถบันทึก หรือเก็บ

ซองนั้นไว้ หากพบว่าเกิดอาการข้างเคียงรุนแรงจะได้ทราบชื่อยา สิ่งที่ควรดําเนินการ

สอบถามอีกคือ ข้อควรระวังในการใช้ยานั้น ๆ เช่น หลังรับประทานยา ลดความดันโลหิต

บางประเภทให้นั่งพัก หรือนอนนิ่ง สัก 10 นาที เพื่อป้องกันหน้ามืด หรือล้มลงเนื่องจาก

ความดันโลหิตลดต่ําทันที หรือรับประทาน ยาจิตเวชบางอย่าง ห้ามรับประทานอาหารที่มี

นมเนยมาก หรือรับประทานยาขับปัสสาวะ ฟูโรซีไมด์ แล้ว ควรรับประทาน กล้วย ส้ม

แตงโมเพิ่มเติม หรือหากเกิดอาการแพ้ยาจะต้องรีบหยุดยา แล้วนํายากลับไปพบแพทย์

เวลารับยา จะต้องตรวจสอบข้อมูลอะไรบ้าง


1. ชื่อ และนามสกุล ต้องอ่านหน้าซองยาทุกครั้งและทุกซองว่า ใช่ยาของเราหรือไม่

บางครั้งอาจเกิดเหตุการณ์เช่นชื่อเหมือนกันแต่คนละนามสกุล ทําให้รับยาไปผิด

คนได้ อาจรับประทานยาผิดและเกิดอันตราย

 2. ชนิดยาและวิธีรับประทานยา โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ได้รับยาอย่างต่อเนื่องในโรค

เรื้อรัง อาจจําเป็นต้องดูว่ายาที่ได้และวิธี รับประทานเหมือนกับทุกครั้งที่ได้รับ

หรือไม่ หรือถ้าได้รับยาหรือพบว่า วิธีรับประทานยามีการเปลี่ยนแปลงจากครั้ง

ก่อนหน้านี้ ควรแจ้งให้เภสัชกรหรือแพทย์ทราบทันที ซึ่งอาจเกิดจากแพทย์

ปรับเปลี่ยนยาแล้วไม่ได้แจ้งให้ผู้ป่วยทราบ หรืออาจมีการจ่ายยาผิดชนิดได้

3. ประวัติแพ้ยา ในกรณีผู้ป่วยมีประวัติแพ้ยาควรแจ้งให้ แพทย์ เภสัชกรทราบทุก

ครั้ง เพื่อป้องกันการจ่ายยาหรือกลุ่มยาหรือยาต่างกลุ่มแต่สามารถแพ้ข้ามกันกับ

ยาที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้ เพราะหากแพ้ยาซ้ํา อาการมักรุนแรงกว่าครั้งแรก ๆ

4. จํานวนยา เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับยาอาจควรต้องดูจํานวนที่หน้าซองว่าได้รับครบ

และตรงตามกําหนดการได้รับยาครั้งหน้าหรือไม่ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประทานยา

ได้อย่างต่อเนื่องจนถึงวันนัด และไม่เป็นการเสียเวลาหากยาไม่ครบแล้วต้องมา

ติดต่อทางโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง

วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

ยาที่ตกตะกอนแปลว่าเสื่อมหรือไม่ จะบอกได้อย่างไรว่ายาน้าเสื่อมคุณภาพ

ไม่จำเป็นครับ จะมียาน้ำบางประเภท เช่น ยาน้ำแขวนตะกอน (suspension) ได้แก่ ยาคาลาไมน์ ที่เป็นยาแก้ผดผื่นคัน ยาน้ำลดกรดที่มีจำหน่ายในหลายชื่อ ที่เมื่อตั้งทิ้งไว้จะสังเกตเห็นว่ามีการแยกชั้นเกิดขึ้น แต่เมื่อเขย่าสักครู่ยาจะกลับมาเป็นเนื้อเดียวกันได้ แสดงว่ายาไม่เสื่อม สาเหตุที่ต้องทำเป็นยาน้ำแขวนตะกอน คือตัวยาสำคัญมักไม่ละลายน้ำ หรือไม่คงตัว หรืออาจมีรสชาติไม่อร่อย วิธีสังเกตง่ายๆ สำหรับยาน้ำแขวนตะกอนว่าเสื่อมหรือไม่ คือให้ลองเขย่าแรงๆสักครู่ หากยากลับมาเป็นเนื้อเดียวกันแสดงว่ายังใช้ได้ แต่หากยาไม่กลับมาเป็นเนื้อเดียวกันหรือตะกอนยังเกาะกันแน่นที่ก้น แสดงว่ายาเสื่อมแล้วให้ทิ้งไป นอกจากนี้ยาน้ำบางประเภท เช่น ทิงเจอร์ ยาธาตุน้ำแดง ยาแก้ไอน้ำดำ ยาน้ำแผนโบราณ ยาน้ำสตรีต่าง ๆ เป็นต้น ยาเหล่านี้มักมีตะกอนเบา ๆ ของตัวยาที่เป็นสมุนไพร หรือสารสกัดของสมุนไพร แขวนลอยอยู่ ส่งผลให้มีลักษณะขุ่น ไม่ใส เป็นลักษณะของยา ไม่ใช่ยาเสื่อม ในการเก็บยาเหล่านี้การดูตะกอนอาจบอกไม่ได้ว่ายาเสื่อมหรือไม่ ต้องใช้การสังเกตอื่น ๆ เช่น สี หรือ กลิ่น หรือรส เปลี่ยนไปจากเดิม แต่ยาน้ำบางประเภทที่แต่เดิมเป็นยาน้ำใส เช่น ยาน้ำขับลมเด็ก หรือเป็นยาน้ำเชื่อมเช่น พาราเซตะมอลน้ำเชื่อม ยาน้ำเชื่อมแก้ไอ หากเก็บไว้แล้วพบว่ามีตะกอนเกิดขึ้น หรือขุ่น หรือเหมือนมีเยื่อเบาๆ ลอยอยู่ หรือสี กลิ่น รสเปลี่ยนไป แสดงว่ายาเสื่อมสภาพหรือยาเสียแล้วให้ทิ้งทันที

ยาตัวเดียวกัน ต้องมีสีและรูปร่างเหมือนกันหรือไม่

ยาชนิดเดียวกัน ขนาดเดียวกัน ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะมีสีเหมือนกัน หรือแม้สีจะเหมือนกัน แต่รูปร่างหน้าตาเม็ดยาอาจไม่เหมือนกัน เนื่องจากบริษัทที่ผลิตยานั้นเป็นคนละบริษัทกัน ดังนั้น ลักษณะเม็ดยาและสีจึงแตกต่างกัน อย่างเช่น ยาแก้ปวดลดไข้ตัวหนึ่งในท้องตลาดมีมากมายหลากหลายสี หลากหลายรูปร่าง ทั้งๆที่เป็นยาชนิดเดียวกัน ขนาดเดียวกัน



ยาชนิดเดียวกัน และความแรงเท่ากัน จะเห็นได้ว่าหน้าตารูปร่าง ขนาด สี แตกต่างกันมาก การที่ผู้ป่วยซื้อยารับประทานเองทั้งจากร้านยาหรือคลินิก รวมทั้งรับยาจากโรงพยาบาลด้วยนั้น หากยาที่ได้รับในแต่ละแห่งนั้นบังเอิญเป็นยาชนิดเดียวกัน อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาด ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงหรือพิษจากยานั้นๆ ได้ ดังนั้นในการมาโรงพยาบาลทุกครั้ง จึงควรนำยาที่รับประทานเป็นประจำติดตัวมาด้วยทุกครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันการจ่ายยาซ้ำซ้อน

ยาฉีดดีกว่ายาเม็ดจริงไหม

หลายท่านเวลาไม่สบายมักต้องการรักษาด้วยยาฉีดมากกว่ายาเม็ด เนื่องจาก
เหตุผลที่ว่ายาฉีดออกฤทธิ์เร็ว ไปตรงจุดที่เป็นมากกว่า หายเร็วกว่า และแรงกว่ายาเม็ด ลด

ระยะเวลาการรักษาได้ดีกว่า ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้องทั้งหมด ในความเป็นจริงแล้วยาทั้งสอง
รูปแบบหากมีระดับยาเท่ากัน ก็จะออกฤทธิ์ได้เท่ากัน แต่ที่ฉีดแล้วหายจากอาการในเวลาที่

เร็วกว่า เนื่องจากยาฉีดไม่ต้องดูดซึมเหมือนยารับประทานแต่ระยะเวลาการออกฤทธิ์นั้น

เท่ากัน เมื่อหม ดฤทธิ์ยาก็ต้องฉีดอีกอยู่ดี ไม่ได้ฉีดครั้งเดียวแล้วทําให้หายจากอาการ

เจ็บป่วยตลอดไป ดังนั้นระยะเวลาการรักษาจึงเท่ากับกับการรับประทานยา แต่ต้องเจ็บตัว

มากกว่า ซึ่งการที่ผู้ให้การรักษาจะเลือกใช้ยาฉีดหรือยาเม็ดในการรักษาแก่ผู้ป่วยรายหนึ่งๆ

นั้น มีข้อพิจารณาคือ

- ความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยมีอาการมากหรือน้อย ต้องรักษารีบด่วนหรือไม่ หาก

มีอาการไม่มาก หรือไม่เฉียบพลัน ก็ ไม่จําเป็นต้องรักษาด้วยยาฉีด การได้รับยา

รับประทานก็เพียงพอแล้วที่จะทําให้หายจากโรคนั้นๆ

- สภาวะร่างกายของผู้ป่วย โดยต้องดูว่ารับประทานได้หรือไม่ เมื่อรับประทา นยา

ไปแล้วร่างกายสามารถดูดซึมยาได้ดีหรือไม่ หากมีปัญหาด้านการดูดซึมก็

จําเป็นต้องได้รับยาฉีดเพื่อรักษา เมื่อสภาวะเหล่านี้หายไปก็สามารถเปลี่ยนเป็น

ยารับประทานได้

ดังนั้นยาฉีดหรือยารับประทานยาชนิดใดจะดีกว่ากันจึงขึ้นอยู่กับสภาวะโรค

ความรุนแรงของแต่ละคนว่าเหมาะกับการใช้ยาแบบใด ในบางสถานการณ์ยาฉีดอาจดีกว่า

ยารับประทาน บางครั้งยารับประทานอาจดีกว่ายาฉีด โดยเฉพาะในกรณีการเกิด
 
ข้างเคียง หรือการแพ้ยา ยาฉีดก็อาจทําให้แพ้ได้รุนแรงมากกว่าเพราะยาเข้าสู่กระแสเลือด


ได้โดยตรง จึงไม่จําเป็นว่ายาฉีดต้องดีกว่ายารับประทานเสมอไป