ยาเหน็บช่องคลอด ทำมาจากเบสพวกโพลีเอทิลีนกลัยคอล (polyethelene glycol:PEG) สามารถรับประทานได้ ดังนั้นการนำยาฆ่าเชื้อรา รูปแบบเหน็บช่องคลอดมาให้ผู้ป่วยใช้อมสามารถรักษาการติดเชื้อราในช่องปาก (Oral Candidiasis)ได้ เนื่องจากยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ โดยอาศัยการอมยาไวภ้ายในปาก ให้ตัวยาสัมผัสกับผิวภายในปากชชั่วระยะหนึ่ง และเพื่อให้การรักษาที่ได้ผลดีขึ้นอาจต้องอมยาบ่อยๆวันละ 3-5 ครั้ง
Medtang
วันศุกร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564
ยาเหน็บช่องคลอดทำไมมีการสั่งให้เอามาอมด้วย
วันอังคารที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2564
ยาฉีดทำไมมีทั้งประเภทที่เป็นน้ำ และเป็นผง
ยาฉีดเป็นรูปแบบยาที่มีความพิเศษมากกว่ายารูปแบบอื่นๆ เพราะจะต้องฉีดเข้าร่างกายผ่านผิวหนัง ผ่านเนื้อเยื่อที่บอบบาง ดังนั้นการผลิตจะต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้ยาปราศจากการปนเปื้อนจากเชื้อจุลินทรีย์ และสิ่งแปลกปลอมต่างๆซึ่งต้องอาศัย บุคลากรที่มีความชำนาญ ผ่านการ ฝึกฝนมาอย่างดีและมีทัศนคติที่ดีในด้านการควบคุมกระบวนการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มรับวัตถุดิบเข้ามาจนกระทั่งได้เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ยาฉีดที่เป็นยาน้ำต้องมีความคงตัวดี สำหรับยาฉีดที่เป็นผงมักมีความคงตัวในรูปสารละลายต่ำ หากผสมแล้วมีระยะเวลาการใช้งานภายใน 24-48 ชั่วโมงเป็นส่วนมาก ยาฉีดที่เป็นผงบางชนิดเมื่อเติมน้ำกลั่นเพื่อละลาย ตัวยาจะมีฤทธิ์อยู่ได้เพียง1ชั่วโมง
ดังนั้นการเตรียมเป็นรูปยาน้ำหรือผงจึงขึ้นกับความคงตัวของตัวยาสำคัญยาฉีดจะบรรจอยู่ในภาชนะบรรจทุเี่ป็นหลอด (ampule) และขวด(vial) ยาที่บรรจุในหลอดจะเป็นยานน้ำซึ่งใช้ฉีดครั้งเดียว(single dose) ถ้าใช้ไม่หมดต้องทิ้งไป เพราะเมื่อหลอดยาถูกหักแล้วจะไม่ สามารถรักษาให้อยู่ในสภาพปราศจากเชื้อได้ หลอดยาที่มีวงสีรอบคอหลอดยา แสดงว่าหลอดยานั้นจะหักได้ง่ายไม่ต้องใช้เลื่อยยา สำหรับยาฉีดที่บรรจุ ในขวดจะมีทั้งชนิดที่เป็นผงและยานน้ำมีทั้งแบบใช้ครั้งเดียว (singledose) และใช้หลายครั้ง(multidose) ยาที่เป็นผงจะมีความคงตัวต่ำ จุกขวดจะเป็นยางและมีแผ่นโลหะยึดรอบริมของขอบจุกยางไว้กันปากขวด ส่วนกลางของจกุยางจะบางเพื่อให้ง่ายต่อการแทงเข็มตรงส่วนกลางของจุกยางจะมีแผ่น โลหะ หรือฝาพลาสติกปิดไว้อีกครั้งหนึ่ง ก่อนดูดยาออกจากขวดต้องเปิดแผ่นโลหะหรือฝาพลาสติกออก บนหลอดยาหรอืขวดยาจะมีชื่อยา ปริมาณยา วิถีทางให้ยา วันหมดอายุของยาอยู่
ยาฉีดบางชนิดที่เป็นผงจะบอกชื่อ และปริมาณของตัวทำละลายยาไว้ด้วย หากยาที่ละลายแล้วใช้ไม่หมด และมีอายุที่จะเก็บไว้ ใช้ได้ให้เขียนฉลากติดขวดไวเกี่ยวกับความเข้มข้นของยา วัน เดือน ปี ที่ละลาย ผู้ละลาย และเก็บยาไว้ในที่ที่เหมาะสมตามฉลากยาที่แนบมากับยาด้วยเพื่อ เพิ่มความปลอดภัยในการใช้ยา
วันจันทร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2564
ทำไมยาจึงมีบรรจุภัณฑ์หลากหลาย บ้างเป็นฟอยล์ บ้างเป็นแผงใส
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยามีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านบรรจุภัณฑ์ในอดีตยาส่วนมากจะบรรจุในขวด กระป๋องโดยบรรจุ 500-1,000 เม็ด มักมีปัญหาเรื่อง ความสะอาด การปนเปื้อน การเสื่อมสลาย เนื่องจากยาบางขนานเปิดแล้วกว่าจะใช้หมดก็เป็นเวลานาน เช่น ยาแอสไพริน จะได้กลิ่นน้ำส้มสายชูฉุน หรือยาอะมิโนฟิลลิน ที่เป็นยาขยายหลอดลมก็จะได้กลิ่นเหมือนเยี่ยวอูฐ เป็นต้น เรื่องการปนเปื้อนจะพบได้มากเนื่องจาก การนับจะมีการเทลงภาชนะกลับไปกลับมาหลายครั้ง ผู้ป่วยก็เสี่ยงต่อการแพ้ยาที่อาจปนเปื้อนมาโดยไม่รู้นอกจากนี้ยาอาจไม่ทนความชื้น ไม่ทนแสง จึงทำให้มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย ซึ่งก็กลายเป็นเอกลักษณ์ของ ยาและมีข้อดีที่สามารถระบุชื่อยาได้ตลอดจนรุ่นผลิต และวันหมดอายุ
วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2564
ยาแคปซูลที่ข้างในมีตัวยาที่เป็นแบบไข่ปลา มีคุณสมบัติอย่างไร
ยาแคปซูลที่ข้างในมีตัวยาที่เป็นแบบไข่ปลา มีคุณสมบัติอย่างไร
ยาแคปซูลที่ข้างในมีตัวยาที่เป็นแบบไข่ปลาเป็นประเภทหนึ่งของยาเม็ดควบคุมการออกฤทธิ์ คือ การพัฒนารูปแบบเภสัชภัณฑ์ให้ปลดปล่อยตัวยาสำคัญออกมาตามความต้องการของผู้ออกแบบ อาจเป็นในรูปแบบ ที่ควบคุมให้แตกตัวและดูดซึมในอวัยวะเป้าหมาย หรืออาจเป็นการพัฒนาเพื่อให้ปลดปล่อยตัวยาออกมาในปริมาณที่สม่ำเสมอเป็นเวลานาน
ตัวยาที่เป็นแบบไข่ปลาหรือลักษณะเม็ดกลมขนาดเล็ก ในยาแคปซลููลที่เห็นนั้นคือยาในรปูแบบที่เรียกว่า เพลเลต (Pellet) ยาเม็ดเล็กๆในยาแคปซลูเหล่นี้ ถูกเคลือบด้วยสารที่ป้องกันการแตกตัวในกระเพาะอาหาร เพื่อให้เม็ดยา ไปแตกตัวในบริเวณที่มีความเป็นด่าง เช่นลำไส้เล็ก ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่า ยา เหล่านั้น เช่น ยาโอมิพราโซล (Omeprazole) ที่ถูกบรรจุไว้เป็นยาที่ไม่คงตัว และถูกทำลายเมื่อสัมผัสกับกรดในกระเพาะอาหาร
และแน่นอนต่อเนื่องจากหัวข้อก่อนหน้านี้ ยาลักษณะไข่ปลานี้ก็ไม่สามารถเคี้ยวหรือบดได้ ดังนั้น ในกรณีที่ต้องให้ยาทางสายยาง (NG Tube) ทำได้โดยให้ถอดเปลือกแคปซูล เทเพลเลตยาใส่ในถ้วย กระจายด้วยน้ำหรือน้ำผลไม้ เช่นน้ำสับปะรด จากนั้นรีบกรอกลงในสายยางมีข้อสังเกตง่ายๆ ว่ายาตัวไหนห้ามบดเคี้ยว โดยท้ายชื่อยา มักมีอักษรลงท้ายตามมาเป็นภาษา อังกฤษว่า
DM, GP, DA, PSE, SR, SA, CR/CRT, LA, MR, TD/TR, XL, XR/ER, OROS®, Contin เป็นต้น
วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564
ยาเม็ดเคลือบฟิล์มจะเคี้ยวหรือบดได้หรือไม่
ยาเม็ดเคลือบฟิล์มจะเคี้ยวหรือบดได้หรือไม่
คำตอบคือ...... ไม่ได้..ครับ ความสำคัญของการ เคลือบฟิล์มในยาเม็ดเคลือบ ส่วนมากจะทำเพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ที่สำไส้ เนื่องมาจากตัวยาระคายเคืองกระเพาะอาหารหรืออาจเสื่อมสลายโดยกรด ในกระเพาะอาหาร ดังนั้นการบดเคี้ยว หรือแม้กระทั่งการหักแบ่งยาเม็ดเคลือบฟิล์ม โดยเฉพาะโดยเฉพาะที่มุ่งหมายให้ออกฤทธิ์ที่ลำไส้ จึงทำให้คุณสมบัตินั้นเสียไป ส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารไได้จากการเคี้ยวยา ดังกล่าวบ่อยครั้ง หรือกรดในกระเพาะก็จะทำลายฤทธิ์ของยาลง (อย่างไร ก็ตามหากเป็นผู้สูงอายุไม่ต้องห่วงเรื่องบดเคี้ยวเพราะยาแข็งมาก) มีปัจจัยสาเหตุ มากมายที่ส่งผลใหจำเป็นต้องบดยาให้ผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยที่รับประทานอาหาร หรือกลืนไม่ได้ ใส่ท่อสายยางให้อาหาร ยาเม็ดขนาดใหญ่ ผู้ป่วยที่ไม่ยอม รับประทานยา ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว เป็นต้น อย่างไรก็ตามเป็นบทบาทของเภสัชกร ในการประสานกับบุคลากรการแพทย์ในโรงพยาบาลว่ายารายการใดบดได้ หรือรายการใดบดไม่ได้ เพื่อเลี่ยงไปใช้ในรูปแบบอื่นๆที่เหมาะสมมากกว่า
รูปแบบยาที่ไม่ควรหักแบ่ง บด เคี้ยวหรือทำให้เม็ดยาแตก ได้แก่
ยาเม็ดออกฤทธิ์นาน (extended-release tablet) เนื่องจาก เป็นยาเม็ดที่ออกแบบมาเพื่อให้ออกฤทธิ์โดยปลดปล่อยยาสู่ร่างกายทีละน้อยโดยการเคลือบฟิล์มเป็นตัวควบคุมการปลดปลอ่ยตัว ยาจากเม็ดยา ดังนั้นเมื่อบดเคี้ยวเม็ดยาจะทำให้การควบคุมการปลดปล่อยตัวยาเสียไป ยาก็จะทะลักออกมา จำนวนมาก ทำให้อาจเป็นพิษ หรือระยะเวลาในการควบคุมอาการสั้นลง ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
ยาเม็ดชนิดแตกตัวในลำไส้ (enteric-coated tablet) เป็น รูปแบบยาทป้องกัน การแตกตัวในกระเพาะอาหารแต่ให้แตกตัว และดูดซึมในลำไส้เล็ก ก็เพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหาร หรือป้องกันยาถูกทำลายโดยกรดในกระเพาะอาหาร •
ยาเม็ดเคลือบน้ำตาล (Sugar coating tablet) ยาบางชนิด มีรสชาติไม่ดีจึงจำเป็นต้องเคลือบเพื่อกลบรสชาติของยาด้วย น้ำตาล การบดจะทำใหการกลบรสเสียไปทำให้ผู้ป่วยได้รับรสชาติ ที่ไม่ดีของยา เช่น ยา Ciprofloxacin อย่างไร ก็ตามหากเป็นยากลุ่มนี้ ในทางปฏิบัติหากเป็นผู้ป่วยที่ให้ผ่าน สายให้อาหารก็สามารถที่จะบดได้เพราะอย่างไรก็ไม่ได้รับรู้รสอยู่แล้ว
สำหรับโรงพยาบาลจะมีการบดยาสำหรับผู้ป่วยที่คาสายยางให้อาหาร เป็นประจำทุกวัน ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาคือการบดยาพร้อมกันหลายขนาน ซึ่งยาอาจไม่เข้ากันหรือไม่ถูกกันทางกายภาพและบ่อยครั้งโกร่งที่ใช้ บดยาจะใช้ซ้ำๆ เกิดการปนเปื้อน และอาจนำไปสู่การแพ้ยาสำหรับผู้ป่วย บางรายได้
วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564
ยาเม็ดฟู่ (Effervescent tablets)
ยาเม็ดฟู่เป็นยาที่จะต้องละลายในน้ำรอจนฟองฟู่หมดค่อยรับประทาน ลักษณะสำคัญของยาเม็ดชนิดนี้ก็คือ เมื่อหย่อนเม็ดยาลงในน้ำจะเกิดฟอง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ขึ้นจากเม็ดยา ฟองก๊าซจะช่วยให้เม็ดยาแตกตัว และละลายได้อย่างรวดเร็ว ฟองก๊าซดังกล่าวเกิดขึ้นจากปฏิกิริยาระหว่าง สารฟองฟู่ประเภทเกลือคาร์บอเนต หรือไบคาร์บอเนต กับกรดอ่อนบางชนิด เช่น กรดซิตริก หรือ กรดตาร์ตาริก เหตุผลที่ต้องทำยาในรูปแบบนี้เนื่องจาก ขนาดตัวยาสำคัญมีปริมาณมาก และยาบางชนิดเช่น แคลเซียม คาร์บอเนต ที่เป็นยาเสริมแคลเซียม จะละลายในภาวะเป็นกรดของกระเพาะอาหารและ ปลดปล่อยฟองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากนั้นจึงดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย
ดังนั้น หากอยู่ในรูปแบบยาเม็ดทั่วไป เมื่อรับประทานจึงอาจทำให้อืดแน่นท้อง โดย เฉพาะผู้สูงอายุที่กระเพาะอาหารมีความเป็นด่างเพิ่มมากขึ้น ยาจึงไม่ค่อย แตกตัว หรือละลายในกระเพาะอาหารและสุดท้ายมักเป็นสาเหตุของอาการ ท้องผูกได้การทำยาแคลซียม คาร์บอเนต ในรูปเม็ดฟู่จึงช่วยให้ยาอยู่ในรูป สารละลาย ปรับแต่งรสให้น่ารับประทาน เพิ่มการดูดซึมได้ดีไม่ปลดปล่อย ก๊าซในกระเพาะ ลดอาการท้องอืด หรือท้องผูกในผู้สูงอายุนอกจากนี้ยากลุ่ม วิตามินบางขนานที่ไม่ทนกรด การทำเป็นเม็ดฟู่จะช่วยให้สารละลายที่ได้มีผล สะเทินความเป็นกรดในกระเพาะลดการทำลายฤทธิ์ยาจากกรดในกระเพาะ ได้ข้อควรระวังอันหนึ่งของยาเม็ดฟู่คือ ภาชนะที่ใช้เก็บจะเป็นภาชนะที่กัน ความชื้นได้ เช่น แผงยาแบบกดเม็ด (blister pack) หรือแผงอลูมิเนียม
เนื่องจากยาเม็ดชนิดนี้มักจะชื้นง่ายซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ยาเสีย ดังนั้นจึง แนะนำให้ระวังอย่าเก็บยาไว้ในที่ชื้น และระวังการฉีกขาดของแผงยาเพราะ จะทำให้ความชื้นเข้าไป ส่งผลให้ยาเสื่อมสภาพ
ยาเม็ดเคลือบ (Coated tablets)
การเคลือบเม็ดยาประกอบด้วยวัตถุประสงค์ เพื่อให้มีความสวยงาม กลบรสหรือกลิ่นที่ไม่น่ารับประทานของตัวยา สะดวกในการกลืน เป็นเครื่องหมายการค้าของผู้ผลิต หรือเพื่อให้ตัวยาออกฤทธิ์ที่ลำไส้ อันเนื่องมาจากตัวยาบางขนาน จะระคายเคืองกระเพาะอาหารหรืออาจเสื่อมสลาย โดยกรดในกระเพาะอาหาร
ยิ่งไปกว่านั้นแล้วด้วยเทคโนโลยีการเคลือบ ยังสามารถทำ ให้ยาเม็ดเคลือบสามารถควบคุมการปลดปล่อยตัวยาให้ ปลดปล่อยอย่างช้าๆ และออกฤทธิ์ได้นาน เพื่อลดจำนวนครั้งที่ต้องกินยา ให้น้อยลงด้วยครับ



